สีลั่นความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ “มีวันสิ้นสุด”

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กล่าวว่าความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบกับรัฐบาลไทเปไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป เพราะในที่สุด “ต้องเป็นอีกฝ่ายที่รวมกับแผ่นดินใหญ่” และไม่รับรองว่าจะไม่มีการใช้มาตรการทางทหาร “เมื่อถึงภาวะจำเป็น”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร วาระพิเศษ ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันพุธ เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี นโยบาย “ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ” หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “วาระไต้หวัน” ที่รัฐบาลปักกิ่งเป็นฝ่ายส่งสาส์นไปยังรัฐบาลไทเปเพื่อเรียกร้อง “ความเป็นเอกภาพ” เมื่อปี 2522 มีใจความสำคัญในตอนหนึ่งว่า การรวมตัวกันข้ามช่องแคบต้องเกิดขึ้นภายใต้สถานะ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งจะเป็นการปกป้องผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตของ “เพื่อนร่วมชาติ”  

นายสีกล่าวต่อไปว่า ผ่านมาแล้ว 4 ทศวรรษ แต่ทุกตัวอักษรในสาส์นฉบับนั้นยังคงมีความหมายไม่เปลี่ยนแปลง การเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างรัฐบาลไทเปกับแผ่นดินใหญ่เป็น “สิ่งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้” และเตือนว่าความพยายามใดก็ตามในการผลักดันหรือกระตุ้นให้ไต้หวันเพิ่มการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นเอกราชจากแผ่นดินใหญ่อาจนำไปสู่การใช้ “มาตรการทางทหาร” ซึ่งเป็นผู้นำจีนย้ำว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งเตือนอีกฝ่ายเสมอว่า “ไม่เคยการันตีว่าจะไม่เกิดขึ้น”

ประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันมีสถานะเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” ในขณะที่ไต้หวันมีรัฐบาล กฎหมาย สกุลเงิน และกองทัพเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่เคยมีรัฐบาลไทเปชุดใดแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ ว่าไต้หวันคือ “รัฐอิสระ” จากแผ่นดินใหญ่ อย่างรไก็ตาม ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน กล่าวเมื่อวันอังคาร เรียกร้องรัฐบาลปักกิ่งเคารพจุดยืนอันหนักแน่นของประชาชน 23 ล้านคนบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งต้องการมีอิสรภาพและประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง พร้อมทั้งขอให้มีการร่วมกันหาหนทางแก้ไขความแตกต่างดังกล่าวด้วยสันติวิธี.